Register LOGIN Forget password ?
Webboard :: Member Cafe' :: 00003540
..เรื่องจริง..จากเพลง "มะเมี๊ยะ" ของ คุณจรัญ มโนเพชร...
ใครที่เคยฟังผลงานของศิลปินล้านนา ชื่อดัง คุณจรัญ มโนเพชร คงจะเคยได้ยินได้ฟังเพลงนี้มาบ้าง ชื่อเพลงคือ "มะเมี๊ยะ"...

..เนื้อเพลงก็เกี่ยวกับความรักที่มีอุปสรรคของกฎเกณท์ทางสังคมอันใหญ่หลวงจนทำให้คู่รักต้องแยกจากกัน..แต่ก็ไม่อาจพรากความรักความผูกพันของทั้งคู่ไปได้...

ผมบังเอิญไปเจอเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้จริงๆ ก็เลยเอามาแบ่งกันอ่านครับ..ซึ้ง และ กินใจ และ โรแมนติก มากๆ น้ำตาคลอ เลยครับ...
Share |
jackie    time: 2007-06-22 02:45:04   แจ้งลบกระทู้

ความเห็นที่ #1
..เนื้อเพลง...



มะเมียะ


คำร้อง ทำนอง จรัล มโนเพ็ชร
ขับร้อง จรัล มโนเพ็ชร

( พูด ) เรื่องมันแปดสิบปี๋มาแล้ว เจ้าน้อยศุขเกษมอายุได้สิบห้าปี๋

เจ้าป้อก่ส่งไปเฮียนหนังสือที่เมืองมะละแหม่งปู้น........

ก่ เลยเป็นเรื่องของกรรมของเวรเขา “มะเมียะ”.............



มะเมียะเป๋นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง

งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงฮักสาว

มะเมียะบ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋หื้อหนุ่มเจื๊อเจ้า เป๋นลูกอุปราชท้าวเจียงใหม่

แต่เมื่อเจ้าชายจบการศึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป

เหมือนโดนมีดสับ ดาบฟันหัวใจ๋ ปลอมเป๋นป้อจายหนีตามมา

เจ้าชายเป๋นราชบุตร แต่สุดตี้ฮักเป๋นพม่า

ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างราแยกทาง

โอ่ โอ้ ก่เมื่อวันนั้น วันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง

เจ้าชายก่จัดขบวนจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา

มะเมียะตรอมใจอาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา

สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา ขอลาไปก่อนแล้วจ้าดนี้

เจ้าชายก่ตรอมใจต๋าย มะเมียะเลยไปบวชชี

ความฮักมักเป็นฉะนี้ แลเฮย

jackie  2007-06-22 02:47:00      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #2
ส่วนนี่ก็คือเรื่องราวจริงๆ ที่ถูกบันทึกและเล่าต่อๆ กันมาครับ

(ภาพประกอบ คือ ภาพถ่ายของ เจ้าน้อยศุขเกษม)


เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง
วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น
จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า
หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน
ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ
เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้
ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง
เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม
หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ
เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา
jackie  2007-06-22 02:48:20      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #3
..เพิ่มเติม..เกี่ยวกับเจ้าน้อยศุขเกษม ครับ...



ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ทรงเรียกตัวไปวังหลวงเมืองกอก เพื่อให้เจ้าศุขเกษมเข้ารับการทหาร และได้ให้แต่งงานกับเจ้าบัวชุม ที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าน้อยก็ได้กลับมาประจำการอยู่ที่เชียงใหม่ ปลูกบ้านอยู่ที่ถนนสุเทพ

นับตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่เจ้าน้อยก็เอาแต่กินเหล้า เพราะนึกถึงความหลังที่อยู่กับมะเมี๊ยะ กินเหล้าทุกวัน จนสุขภาพไม่แข็งแรง และถึงแก่กรรม โดยเป็นโรคเส้นประสาทพิการเรื้อรัง เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๕๖ อายุได้ ๓๓ ปี หลังจากนั้นได้ ทำการปลงศพ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๔๕๗



อ่านแล้ว..ฟังเพลงตามไป..เศร้ามากๆ เลยครับ....

ต้องขอชื่นชม..ผลงานยอดเยี่ยม ของ คุณ จรัญ มโนเพชร อีกครั้ง ครับ
jackie  2007-06-22 02:53:39      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #4
เคยฟังแต่เพลง เนื้อเรื่องกินใจมากครับ
1885  2007-06-22 03:19:50      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #5
แอบเศร้าด้วยค่ะ เฮ้อออออ .... ฟังเพลงแล้วเศร้าจริง ๆ

เอาเพลงมาฮอมอ้ายแจ๊กกี้ตวยเน้อ

ตามไปฟังได้เลยค่ะ
Angle of Ninja  2007-06-22 04:01:24      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #6
เจ้าชายก่อตรอมใจ่ต๋าย...หม่ะเมี๊ยะเลยไปบวชชี....

สองปีหลังจบจาก มช. เคยกระหน่ำสมองติดตามเรื่องนี้อยุ่พักนึงครับ เพราะดันไปเชียงใหม่ แล้วเข้าไปร้านหนังสือ เจอหนังสือเก่าๆ เล่มเล็กๆ อยุ่เล่มนึง เกี่ยวกับเรื่องนี้......พิมพ์ไปก็ขนลุกไปอ่ะ

หนังสือเล่มนั้นจุดประกายให้อยากรู้ จนต้องค้นหามาอ่านได้อีกหลายเล่ม (ตอนนี้ไม่รู้หนังสือเหล่านั้นหายไปไหนหมดแล้ว)


.........มีนักวิชาการท่านหนึ่ง เคยสืบเสาะข้อมูลเรื่องนี้ ว่าท้ายที่สุดแล้ว มะเมี๊ยะไปอยู่ที่ไหน และก็ได้เจอแม่ชีสูงอายุท่านนึง ในฝั่งพม่า ที่เมืองมะละแหม่ง ในวัดเล็กๆ ในเรือนนอนสมถะๆ และวิถีปฏิบัติที่สงบ

ข้อมูลทุกอย่างตรงกับข้อมูลของแม่ชีท่านนี้ ............................


ยอมรับอย่างไม่อายใครเลยครับ ว่าเสียน้ำตาไปหลายหยด กับหนังสือเล่มนั้น.............
banana  2007-06-22 04:30:01      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #7
อีกเรื่องนึง ที่เกี่ยวโยงกับเพลงของอ้ายจรัล ( คำว่า "อ้าย" ภาษาคำเมืองมีความหมายในเชิงให้เกียรติ ครับ) คือเพลง "มิดะ" ซึ่ง หลายๆคนที่ฟัง อาจสงสัยว่า แล้วมันจะมีอยู่จริงหรือ

มิดะ...คือชนเผ่า อีก้อ หรือ อาข่า ซึ่งอาศัยอยู่บนดอยสูง แถวๆเชียงราย

มามะ มาแชร์ความรู้กัน....


ชาวเขาเผ่าอีก้อ เรียกตนเองว่า อาข่า คนไทยพื้นราบเรียกว่า อีก้อ หรือ
ข่าก้อ คนจีน เรียกว่า โวนี หรือ ธานี
มีถิ่นฐานเดิม อยู่ทาง ตะวันออกเฉียงเหนือของจีน อีก้อในเมืองไทย พบได้ ที่จังหวัดเชียงราย
ลำปาง และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่ อยู่ทาง ตอนเหนือ ของเชียงราย แถบแม่น้ำกก มักอยู่บนดอยสูงๆ
อีก้อเป็นคนล่ำสัน แข็งแรง ผิวเนื้อสีน้ำตาลอ่อน ชาวเขาเผ่านี้รักสงบ ไม่ชอบสมาคมกับเผ่าอื่นมากนัก
อีก้อนิยมสูบกล้อง ไม่ชอบอาบน้ำ ในปีหนึ่งๆ จะอาบน้ำ ประมาณ 3-4 ครั้ง

อีก้อมีอาชีพ เพาะปลูก และเลี้ยง สัตว์ และม ีความชำนาญ ใน เรื่อง ตีเหล็ก
ในฤดูฝนอีก้อ จะปลูกพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ชา ยาสูบ พริก หัวชู ฯลฯ สัตว์เลี้ยง
ได้แก่ หมู เป็ดเทศ วัว ควาย ไก่ โดยเฉพาะ หมูและไก่ เพื่อใช้ทำพิธีกรรม


บ้านแต่ละหลัง มีรั้วไม้ ล้อมรอบ บ้านหัวหน้า อยู่ตรง กลาง ทางเข้าหมู่บ้านมี
ประตูผี หรือ ลกข่อ สร้าง ด้วย ไม้ เป็นเสา 2 ข้าง จะสร้าง
เพิ่มขึ้น ทุกปีเรียงถัดไป อีก้อจะปลูกบ้าน เป็น กระท่อม เล็กๆ ยกพื้นมีเสา
ฝาบ้าน ทำด้วย ไม้ไผ่ แบ่งห้องเป็นสัดส่วน มีเตา 2 เตาใช้ทำ อาหาร และปรุงอาหาร
ในเวลามีพิธีเลี้ยงผีบ้าน มีศาลพระภูมิ ถัดหมู่บ้านไป 20 - 30 เมตร
มี ลานสาวกอด หรือ ลานกอดสาว

ชาวเขามีเรื่องเล่าในตำนานที่เกี่ยวกับการแบ่งดินแดนว่า ในครั้งที่พระเจ้า หรือ
เทวดา ผู้เป็นใหญ่เริ่มสร้างโลกนั้น ได้เรียกคนทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกัน
เพื่อจะประทาน ของเขตแผ่นดินให้ ซึ่งแต่ละชนเผ่าก็ได้รับการแบ่งสรรให้อย่างเท่าๆ
กันและต่างนำ เอา ก้อนหินบ้าง ขอนไม้บ้างมาทำเป็นเครื่องหมาย บอกขอบเขต อาณาบริเวณของตน
พวก ชาวอาข่าได้ใช้ฟางข้าว มามัดเป็นฟ่อนแล้ววาง เอาไว้เป็น สัญลักษณ์ หากต่อมา
เมื่อเกิด ไฟไหม้ ใหญ่ ฟางข้าวซึ่งเป็น เครื่องหมายได้ถูกเผา มอดไหม้ไป ชนชาวอาข่า
จึงไม่มี ดินแดน เป็นของตนเองเหมือนกับชาวไทย ชาวจีน พม่า ได้แต่อพยพเร่ร่อน
ไปตามป่า ตามภูเขา ปีแล้วปีเล่า



วิถีชีวิตของชาวอาข่าผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สังเกตได้จากการนับวันตามจันทรคติ
ความเชื่อ ใน การบูชารุกขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ ก้อนหิน สายน้ำ ภูเขา
และท้องฟ้า การประกอบ พิธีกรรมเพื่อแสดงความเคารพเทพยดาในแต่ละฤดูกาล เริ่มตั้งแต่พิธีเล่นลูกข่าง
ในฤดูแล้งที่ แสดง ให้รู้ว่าปีเก่า ได้ผ่านพ้นไปแล้วปีใหม่ กำลัง คืบคลานเข้ามา
พิธีบูชา เทพยดา ที่มีหน้าที่ คุ้มครอง หมู่บ้าน ให้อยู่เย็น เป็นสุข ในเดือนสี่
(ประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี)



ชาวเขาเผ่าอาข่า เชื่อในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มว่า จะสามารถทำให้พวกเขา อยู่รอด
ได้ ในอดีตเราแทบจะไม่เคยเห็นชาวอาข่าอยู่แยกกลุ่ม หรือแยกตัว ไปอยู่อย่าง โดดเดี่ยว
ในป่า หรือในไร่ข้าวเลย อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอยู่รวมกลุ่มกันประมาณ 20 ครัวเรือน
และมาก ที่สุดคือ 50 ครัวเรือน เมื่อคนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กฎเกณฑ์จึง เป็นสิ่ง
จำเป็น มีข้อห้ามทาง ประเพณี หลาย อย่าง ที่คนในเผ่า ต้องปฏิบัติ ตามอย่าง เคร่งครัด
ส่วนหนึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ และอีกส่วน หนึ่งเป็น กฎแห่งการอยู่รอดเนื่องมาจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ
เพราะชุมชนอาข่า ในอดีต ตั้งบ้านเรือนอยู่กลางป่า ซึ่งอาจจะมีเหตุที่ไม่คาดคิดอยู่เกิดขึ้นได้เสมอ
ทั้งอันตราย จากสัตว์ป่า อันตรายจากโจรผู้ร้าย อันตรายจากกอง กำลังติดอาวุธ ที่ผ่านเข้าออก
ในหมู่บ้าน ดังนั้นการประกอบกิจกรรมของชุมชนย่อมต้องกระทำโดยพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็น การออก
ไปล่าสัตว์ หรือแม้กระทั่งการหยุดพักงานในไร่



ประเพณีที่สะท้อนให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า เป็นวิถีชีวิตที่ผูกพัน อยู่กับ
ธรรมชาติ จริงๆ ก็คือ การคัดพันธุ์หมูพื้นเมือง โดยทั่วไปหมูพื้นเมือง หรือที่ทาง
อีสาน เรียกว่า หมูกระโดน ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มักจะมีลูกได้ถึงคอกละไม่ต่ำกว่า 7
ตัว แม่หมูบางตัว สามารถ ให้ลูก ได้มากที่สุดถึง 15 ตัว ตามประเพณีกำหนดเอาไว้ว่า
ถ้าแม่หมู ตัวใดมีลูกต่ำกว่า 3 ตัว จะต้องถูกฆ่า พร้อมกัน ทั้งแม่ทั้งลูก ที่ลานฆ่า
สัตว์ ของ หมู่บ้าน อันเป็น สถานที่ สำคัญ ทางประเพณี ในวันนั้นจะเป็นวันที่เรียกว่า
"วันกรรม" ทุกคนในหมู่บ้านจะ "อยู่กรรม" โดยการหยุดพักงาน ในไร่แต่จะ ทำงาน อื่นแทน
เช่น เลี้ยงสัตว์ เย็บปัก ถักร้อย จักสาน เก็บใบเมี่ยงใบพลู หลังจากนั้น ชาวบ้าน
ก็จะไปร่วมกันทำอาหารกิน อย่าง เอร็ดอร่อยที่ลานฆ่าสัตว์ของหมู่บ้าน ยกเว้นครอบครัว
เจ้าของหมูและกลุ่ม ที่มี นามสกุล เดียวกัน ทำให้มีนักวิจัยบางกลุ่ม เชื่อกันว่า
การฆ่าสัตว์ใน ลักษณะ นี้เป็น การช่วย กระจาย ทรัพยากร ทางการบริโภค ให้แก่คนอื่นๆ
ในหมู่บ้าน โดยทั่วถึง ในขณะ เดียวกัน ก็นับได้ว่า เป็นการคัดเลือก พันธุ์สัตว์เลี้ยงตามธรรมชาติ

เยาวชนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 - 22 ปี จัดได้ว่าเป็นแรงงานสำคัญในการทำงานเกษตร
คนกลุ่มนี้จะไปทำงานในไร่นาทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำในไร่ของตนเอง และแลกเปลี่ยน
แรงงาน กับเพื่อนบ้านที่เรียกว่า "เอามื้อ" ซึ่งเป็นทางหนึ่ง ให้หนุ่มสาวมีโอกาสพบปะ
พูดคุยกัน นอกเหนือจาก การไปเยี่ยมเยียน ตามบ้าน ในเวลากลางคืน


ข้อมูลจาก www.vcharkarn.com
banana  2007-06-22 04:42:36      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #8
จากบทความของคณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พูดถึงประเพณีที่สำคัญของชาวอาข่าไว้ดังนี้



ประเพณีติวตา


ติวตา เป็นประเพณีกำหนดให้ หนุ่มสาวอีก้อ ที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มสาว
ต้องผ่าน พิธีกรรม เกี่ยวกับเพศเสียก่อน เด็กหนุ่มจะเข้าพิธี คะจีมิดะ
โดยมีครูผู้สอนเป็นหญิงวัยกลางคน ที่ยังไม่แต่งงาน ส่วนเด็กสาวย่างเข้า 14-15 ปี จะเข้าพิธี คะจีระดะ ซึ่งเป็น พิธีเสีย พรหมจารี ให้กับชายกลางคนที่ยังโสด เรียกว่า ปู่จี โดยจะสอนให้เรียนรู้เพียงคืน เดียว ถ้าอีก้อสาวใด เกิดตั้งท้อง หลังจากเข้าพิธีนี้แล้ว ถือว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกเทวดา




ประเพณีแต่งงาน

หนุ่มสาวจะพบปะ และเกี้ยวพาราสีโดยเสรี การได้เสียก่อนไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย แต่ต้องไม่กระทำภายในบ้าน เมื่อหนุ่มสาวรักใคร่กัน ฝ่ายชาย จะส่งญาติผู้ใหญ่ หรือเถ้าแก่ ไปสู่ขอ มีการฆ่าหมูและนำสุรามาเลี้ยง การตกลงเรื่องสินสอด เป็นไปตามฐานะทั้งสองฝ่าย สินสอด ถือว่าเป็นการเสียผี พิธีแต่งงานจัดที่บ้านฝ่ายชาย เจ้าสาว แต่งขาวตลอด ส่วนเจ้าบ่าวแต่งตัว ในชุดธรรมดาที่เคยใช้อยู่ พิธีแต่งงานใช้เวลา 3 วัน ติดต่อกัน




ประเพณีการเกิด

ลูกที่เป็นสมาชิกใหม่ของอีก้อทุกคู่ จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหมอผีประจำหมู่บ้าน เพื่อป้องกันผีป่ามาทำร้าย ถ้าคลอดบุตรเป็นฝาแฝด จะถูกหมอผีฆ่าทิ้ง โดยนำขี้เถ้า อุด ปากจนตาย ส่วนพ่อแม่ทารก จะถูกขับออกจากหมู่บ้าน จนครบหนึ่งปีเต็ม

จากที่กล่าวถึงประเพณีติวตานั้น จะเห็นได้ว่า พิธี คะจีมิดะ นั้น ครูผู้สอนเป็นหญิงวัย กลางคน ซึ่งแตกต่างไปจากเพลงกล่าวเอาไว้ว่า มิดะนั้นเป็นสาวรุ่นที่มีความงาม แต่สิ่ง หนึ่งที่อดคิดไม่ได้คือ ในเมื่อพิธีปูจี นั้น คือการสอนให้สาวอีก้อรู้จักกามวิธีแล้ว วิธีใด กันแน่ ที่จะนำมาใช้ในการคัดเลือกมิดะ แล้วมิดะนั้น ไม่ต้องผ่านพิธีปูจี หรือ และหากว่า มิดะนั้นเป็นหญิงสาวที่ไม่ผ่านการแต่งงาน ไฉนจึงสามารถสอนหนุ่มอีก้อนั้นได้ด้วยเหตุ นี้ จึงคิดว่า มิดะนั้น น่าจะผ่านพิธีปูจี หากแต่ ไม่ผ่านพิธีการแต่งงาน เพราะการที่ไม่แต่ง งาน ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นสาวที่ยังไม่เสียพรมจรรย์ นี่เป็นเพียงการตีความเท่านั้น จึงไม่อาจบอกได้ว่า ความเข้าใจดังกล่าวนั้นถูกต้องหรือไม่ หากมีโอกาสก็คงได้ศึกษา เพิ่มเติม

ลานสาวกอดในชุมชนอาข่า
ลานสาวกอด หรือในภาษาอาข่าเรียกว่า "แดห่อง" เป็น สถานที่ สำคัญทางประเพณีของหมู่บ้านชาวอาข่าถือว่า ที่บริเวณ ลานสาวกอด นี้มี บรรพบุรุษ ดูแลรักษาอยู่ และจะต้องประกอบพิธีกรรมบวงสรวงให้แก่บรรพบุรุษปีละ1 ครั้ง โดยผู้อาวุโสฝ่ายหญิงชายและผู้นำทางประเพณีจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนั้น ลานสาวกอด จะตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของ "ชิงช้าประเพณี" ประจำหมู่บ้าน ชาวเขาหนุ่มสาวและ "ผู้รู้" จะต้องมาร่วมร้องเพลง เต้นรำที่ลานแห่งนี้ในยามค่ำคืน อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 2 ครั้ง โดยเชื่อว่าเพื่อเป็นการให้ชีวิตแก่ "แดห่อง" แต่แท้จริงแล้ว เหตุผล
เบื้อง หลังความเชื่อนั้น คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวไม่ว่าใครจะมีเรื่องขัดแย้งกับใคร แต่เมื่อมา ถึงลานสาวกอดแล้ว ทุกคนต้องทำตามบทบาท หน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยการร้องเพลงและสนุกสนาน.....



ความสำคัญอีกประการหนึ่งของลานสาวกอดที่มีต่อชาวอาข่า คือ การถ่ายทอด วัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษผ่านเสียงเพลง ในค่ำคืน ยามฟ้าโปร่ง เสียงเพลง ที่เอื้อนเป็นทำนอง จะดังก้องไปทั่งทั้งหุบเขา โดยมี "ผู้รู้" เป็นผู้นำในการร้องเพลง เนื้อหาของเพลง จะบรรยาย ภาพชีวิต ของผู้คนใน แต่ละ ช่วงว่ากำลังทำอะไร หากเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็น เดือนของการ ลำเลียง ข้าวจากยุ้งฉางไปปลูกยังไร่นา และมีขั้นตอน การปลูกอย่างไร หากเป็น เดือนพฤศจิกายน เนื้อเพลิงจะเกี่ยว ข้องกับการเก็บเกี่ยว อยู่เต็มไร่ อากาศที่เริ่ม หนาวเย็น ใบของต้นนางพญาเสือโคร่งที่ร่วงจากต้น เตรียมออกดอกสีชมพู
บทเพลง เหล่านี้จะสอนให้คนหนุ่มสาว เด็กๆ ที่มาอยู่ รวมกัน รู้ว่าภาระ ในแต่ละเดือน แตก ต่าง กันอย่างไรบ้าง และพวกเขา จะช่วย กัน ได้อย่างไร



คนกลุ่มหลักที่จะมายังลานสาวกอดคือ คนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 - 22 ปี ซึ่ง ต้องการมาพบปะสังสรรค์กัน โดยทั่วไปแล้ว การนัดหมาย ที่จะมายัง ลานสาวกอด นั้น จะกระทำโดยคนหนุ่ม ซึ่งจะไปตามบ้านต่างๆ พร้อมกับชี้แจง วัตถุประสงค์และเวลา บางครั้งอาจต้องเสนอเงื่อนไขเพื่อให้สาวๆ ได้มาร่วมที่ลานสาวกอดในค่ำคืนนั้น

"ผู้รู้" คือคนที่มีความรู้ในด้านการ้องเพลงตามประเพณีของอาข่า ซึ่งจะได้รับ การเชื้อเชิญให้มาที่ลานสาวกอดเป็นครั้งคราว ในหมู่บ้านอาจมีผู้รู้ได้มากถึง 20 คนหรือมากกว่านั้น ผู้รู้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำการร้องเพลงให้แก่หนุ่มสาว ซึ่งต้นเสียงนำร้องเพลงที่ลานสาวกอดนั้นส่วนมากมักจะเป็นผู้ชาย คนอื่นๆ ที่สามารถ มายัง ลานสาวกอดได้คือ กลุ่มพ่อบ้านและเด็กชายหญิง ส่วนหญิง ที่แต่งงานมีสามีแล้ว และหญิงหม้าย ตามประเพณี
ไม่อนุญาต ให้มาเที่ยว ที่ลานสาวกอดในเวลาค่ำคืน แต่ถ้าหญิงเหล่านี้มาเป็นกลุ่มใหญ่ 7 - 10 คน ขึ้นไป โดยที่ไม่มีผู้ชายมาด้วย ก็ สามารถ ยกเว้นได้



การร้องเพลงที่ลานสาวกอดจะเริ่มต้นโดยทุกๆ คนยืนล้อมเป็นวงกลมเล็กๆ ผู้หญิง ยืนอยู่วงในผู้ชายยืนอยู่วงนอก แม้การเต้นรำจะจับมือ โอบไหล่ ก็ไม่ ถือว่าผิด ธรรมเนียม แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันที่รอบๆ
เขาเหล่านั้น เด็ก ชายหญิง จำนวน หนึ่ง จะวิ่งเล่นกันอยู่ไปมา กลุ่มผู้อาวุโส และพวกพ่อบ้านอาจจะนั่งยองๆ คุยกันถึง เรื่องราว ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต หรือสอน เหล่านักร้องให้ร้องเพลง ได้อย่างถูกต้อง อีกชั้นหนึ่งหากมีบางวรรคตอนผิดพลาดไป



เมื่อการร้องเพลิงสิ้นสุดลง ซึ่งคงจะเป็นตี 1 หรือ ตี 2 แต่ก็มีบางครั้ง ที่ยืน
ร้องเพลงกัน จนกระทั่งถึงตี 4 คู่หนุ่มสาวที่มีความพึงพอใจรักใคร่ชอบพอกัน อาจพากันไปหาเวลาส่วนตัว อย่างเงียบๆ ในมุมมืด มุมใดมุมหนึ่งของหมู่บ้าน จนกระทั่งฟ้าสาง ส่วนใครที่ไม่มีคู่ ก็แยกย้าย กันกลับบ้าน และตอนนั้น ลานสาวกอด ก็จะกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง....



banana  2007-06-22 07:37:13      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #9
วันนี้ของชุมชนอาข่า คนหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในเมืองกันมากขึ้น ดูจะเป็นสถานการณ์ร่วมกัน ของชุมชนในชนบทหลายๆ แห่งของประเทศ ไม่เฉพาะแต่ ในชุมชน ชาวเขา เท่านั้น
เพราะบางคน ต้องการที่จะเรียนรู้ ในสิ่งที่แปลกใหม่ บางคนก็ต้องการ เพียงเงิน สำหรับช่วยเหลือพี่ๆ น้องๆ และ ครอบครัว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ มีส่วนสำคัญ อย่างยิ่ง ที่ทำให้ ความมีชีวิตชีวาของลานสาวกอด ใน หมู่บ้าน เงียบเหงา ลงไปถนัดใจ หมู่บ้าน อาข่าแห่งหนึ่งบนดอยแม่สลอง ชาวบ้านไม่เคย ได้ยินเสียง เพลงในยาม ค่ำคืนจาก ลานสาวกอด มานานกว่า 12 เดือนแล้ว




บริการทางการศึกษาที่ป้อนให้ชุมชนอย่างไม่ละเอียดรอบคอบและใช้หลักสูตรจากส่วนกลาง ทำให้ความสำคัญของการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีในระหว่างการร้องเพลง ที่ ลานสาวกอดน้อยลงเนื่องจาเน้นหนักความสำคัญไปที่การเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม ประเพณีไทย ภาคกลาง ซึ่งไม่สอดคล้อง กับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี ดั้งเดิม จะเข้มแข็งขึ้นมาก หาก ผู้รับผิดชอบ การจัดการศึกษา ในชุมชนชาวเขา เห็นความสำคัญของท้องถิ่น และพร้อมจะเป็น ผู้นำกลุ่ม เยาวชนหนุ่มสาว ในการศึกษา เรียนรู้อย่างแท้จริง



การขยายบริการไฟฟ้าจากชุมชนใหญ่เข้าสู่หมู่บ้าน ประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เมื่อ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วจะเห็นว่าเป็นส่วน สำคัญอีกประการ หนึ่งที่ทำให้ลานสาวกอด ร้างราผู้คน ในเวลากลางคืน ที่ทุกคนได้กลับจากไร่นา กลายเป็นช่วง เวลาที่ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป เพราะมีรายการโทรทัศน์ หลายรายการที่น่าสนใจ ติดตาม และให้ข้อมูล
ข่าวสารที่ทันต่อความเจริญก้าวหน้า ของโลกได้มากกว่า การยืนล้อม เป็นวงกลม ร้องเพลงที่ไม่มีวันจบ และดูเหมือนว่า จะมีรายละเอียดของประเพณี มากมายเหลือเกิน ลานสาวกอด(แดห่อง) ในวันนี้กำลังเลือนหาย ไปจากความทรงจำ ของคนรุ่นใหม่ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าอาข่า ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้า โปร่งใส ดวงดาวกระจาย อยู่เต็มฟากฟ้า ไม่เงียบเหงา อีกต่อไปเพราะเสียงเพลงแร็พ ร็อค และสามช่า กำลังดัง ก้อง ไปทั่ว ทั้งหุบเขา และนั่นหรือคือทางที่เราได้เลือกแล้ว
banana  2007-06-22 07:33:45      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #10
ขอบคุณสำหับความรู้ต่างๆมากเลยครับ ทั้งเรื่องมะเมี๊ยะ ทั้งเรื่องชนเผ่าต่างๆ ผมเองเป็นคนเชียงใหม่ก็ยังไม่เคยทราบข้อมูลที่ละเอียดขนาดนี้ ก็คงเหมือนวัยรุ่นหนุ่มสาวสมัยใหม่ที่ฟังเพลงคำเมืองเพียงแค่ผ่านหู เคยนึกสงสัยแต่ไม่เคยค้นหา วันนี้ได้ความรู้ ขอบคุณ คุณjackie และคุณbananaด้วยครับ
verybusy  2007-06-22 05:21:08      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #12
รู้สึกว่าเรื่องนี้จะมีการทำออกมาเป็นบันเทิงสารคดีหลายครั้ง แนวๆย้อนรอย

เสริมด้วยเรื่องจริงผ่านจอ ของผมนิดนึงเกี่ยวพันถึงเรื่องนี้แบบอ้อมๆ แต่ไม่ถึงขนาด ลานสาวกอด นะครับ

สมัยเรียน หลายๆท่านก็คงมีกิจกรรมเหมือนกับผม คือการออกค่าย

แต่เนื่องจากผมอาศัยชมรมเป็นที่ซุกหัวนอนระหว่างเรียนไปด้วย
ก็เลยจับพลัดจับผลู ต้องไปเป็นหัวหน้าค่าย... อันที่จริงต้องเรียก เบ๊..
เวลาทำค่ายแต่ละที เลยต้องขวนขวายกระเสือกกระสนทำงานหนักหน่อย
แต่ผมทำด้วยใจรักนะ... แต่รักที่จะเข้าไปSurveyพื้นที่ และเตรียมค่าย ด้วยการขี่ MTX ขึ้นดอยนั้น ข้ามดอยนี้น่ะ อิ อิ อันนี้แหละชอบจริงๆ
สมัยนั้นเวลาเช่ารถแถวๆประตูท่าแพ เขายังไม่ถามหาแต่passpotนะแล้วก็ไม่มีปัญหาเวลาเช่าแบบทั้งอาทิตย์แล้วเอารถเขาขี่ข้ามเขตไปแม่ฮ่องสอน/เชียงราย/พะเยา/น่าน แต่เห็นว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว

จากประสบการณ์ ระหว่างปี 36-38 ที่ติดต่อและเข้าพื้นที่ไปกับหน่วยงานหลายหน่วยหลายกรมจากหลายกระทรวง ทางภาคเหนือ ขออนุญาติไม่เอ่ยชื่อหน่วย
มีเรื่องนึงที่พบประจำและรู้สึกกระอักกระอ่วนใจมาก คือเจ้าหน้าที่หลายคนมักจะชักชวนให้ผม(นักศึกษา-ไปคนเดียว)ให้เข้าไปหลับนอนกับหญิงสาวในหมู่บ้าน (คงไม่ใช่แค่นอนเกาสะดือกันแน่ๆ)
แต่ก็เป็นการเดินเข้าไปยังบ้านเป้าหมายโดยตรง หลังจากที่ช่วงเย็นได้ทำการSurveyจับเป้าหมายกันก่อน ด้วยเทคนิคการเดินพูดคุยพบปะบ้านโน้นบ้านนี้หลังจากกินข้าวแล้ว เพราะเป็นช่วงเวลาที่สาวๆจะทอผ้าอยู่ที่ระเบียงบ้าน
ส่วนลานสาวกอดนั้น.. เคยพบเห็นเหมือนกันแต่เขามาทำกิจกรรมตอนที่มันมึดค่ำไปซะแล้ว ทำให้เล็งเป้าหมายได้ไม่ชัดเจน...พี่เขาว่างั้น
อ๊ะ..อ๊ะ... แต่ผมไม่เคยนะ แต่ก็รู้ว่าปกติเจ้าหน้าที่ต้องอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานในแต่ละครั้ง เทียบปัจจุบันก็คือต้องมีบ้านเล็กบ้านน้อยบ้าง แต่ปัญหาคือบ้านเล็กบ้านน้อยเนี่ย.. ค่อนข้างจะเยอะและเปลี่ยนแปลงบ่อย
อีกทั้งคู่กรณีก็ยินยอมพร้อมใจ(เขาเรียกเราๆว่าคนใต้นะครับ)เหมือนเป็นค่านิยม พอๆกับการที่ผู้หญิงทางภูมิภาคนึงในบ้านเรานิยมมีสามีฝรั่งนั่นเลยเชียว
ส่วนของกำนัลที่เป็นที่ชื่นชอบและสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับไม่ว่าเผ่าใหน ท่านรู้ใหมคืออะไร...
มันคือ "นาฬิกาข้อมือ" ครับ

ผมจึงมักสวมใส่นาฬิกาข้อมือ ครั้งละ2-3เรือน เพราะเวลาติดต่อคนในพื้นที่เราก็ถอดให้เป็นของกำนัลตอนนั้นเลย งานที่ยากๆก็ง่ายขึ้น อันนี้ผมก็สังเกตุเอาจาก ที่พวกพี่ๆเขาเวลาพาเข้าพื้นที่อีกเหมือนกัน เพราะเห็นเป็นที่ชื่นชอบทั้งชายหญิง
แต่คิดว่าเดี๋ยวนี้คงเปลี่ยนไปแล้ว เพราะมันเป็นของธรรมดาเหลือเกิน

ที่เล่ามาก็ไม่มีอะไรหรอก คือผมอยากจะบอกว่าหลายเรื่อง ที่มันเป็นไปแล้วเราได้รับฟังต่อๆมาเนี่ย ผมว่าคนใต้อย่างเรานี่แหละ ที่นำพาสิ่งเหล่านั้นไปให้เขา และมันก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีก่อความเสื่อมทรามเป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ


ปล... ว๊าาาาาาาาาาาา ใครลงทะเบียนสมาชิกด้วยชื่อ MAD_MAX ซะแล้ว.. เฮ๊อออออออ
ท่านGear7 ดูให้หน่อยสิครับ น่าจะลงทะเบียนวันนี้นะเนี่ย เพราะเมื่อวานผมยัง post ได้อยู่เลย
ถ้าใช้ชื่อนี้ ทำเรื่องอะไรในนี้ ถือว่า ผมไม่เกี่ยวนะครับ....
MAD_MAX@Original  2007-06-22 13:02:52      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #13
ซึ้งจริงๆ ผมมันคนอ่อนไหวง่ายซะด้วยซิ
Mangza  2007-06-22 13:17:43      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #14
ชอบๆ
krukeng  2007-06-24 03:24:03      แจ้งลบความเห็น

ความเห็นที่ #15

... ผมเหมือนคุณ verybusy เลยครับ แม้ไม่ใช่คนเหนือโดยกำเนิด แต่ก็มาอยู่ตั้งแต่เด็กๆ และชื่นชอบเพลงล้านนามากๆ ... แต่วันนี้ผมก็ตาสว่างเสียที ... ขอบคุณคุณ jackie และพี่ไก๋มากๆเลยนะครับ


mit18  2007-06-28 02:36:43      แจ้งลบความเห็น


Privacy & Policy Statements Advertisement About StormClub.com Contact Stormclub.com