|
รันอินรถใหม่...เค้าว่าต้องบิดให้เต็มที่แบบสุดๆ จะเป็นผลดีกับเครื่องยนต์ เห็นด้วยหรือไม่? |
ผมไปอ่านเจอบทความเรื่องการรันอินรถใหม่ (break-in) ของฝรั่งในอินเทอร์เนต.. พอสรุปได้สั้นๆจากความรู้ภาษาอังกฤษอันห่วยๆได้ดังนี้...
เขาว่า.. วิธีการรันอินรถใหม่ที่ดีที่สุดคือการ RUN IT HARD! บิดให้สุดๆ เอาให้เต็มที่... มากกว่าที่จะ EASY EASY..ขี่แบบชิวๆ โดยให้เหตุผลว่า แหวนลูกสูบเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรันอินทั้งหมด!
เริ่มจาก..พระเอกของเราก่อน.. แหวนลูกสูบ.. เป็นความเชื่อกันมาว่ามันมีหน้าที่ป้องกันแรงอัดจากการสันดาปในห้องเผาไหม้รั่วออกมา (พูดง่ายๆ ไม่ให้มันรั่ว) แต่..จริงแท้แล้วหาใช่เช่นนั้นไม่.. เพราะอะไรหน่ะเหรอ?
ลองพิจารณาดูว่า.. แรงสปริงอันน้อยนิดของแหวนลูกสูบที่ดันผนังกระบอกสูบไว้ จะเอาชนะแรงดันมหาศาลหลายพันปอนด์ต่อตารางนิ้วของแรงอัดสันดาปได้อย่างไร?? ตอบว่า.. ก็ไม่ได้หน่ะสิ.. แล้วไงต่อ? ก็จะบอกต่อว่า จริงๆ มันมีหน้าที่เพียงแค่ป้องกันไม่ให้น้ำมันเครื่องเข้าไปในห้องสันดาป ก็เพียงเท่านั้น..
ฝรั่งเขาบอกต่อว่า ขณะเครื่องยนต์สันดาป แรงอัดจากการเผาไหม้จะวิ่งผ่านแหวนลูกสูบ(เห็นมั้ย! บอกแล้วว่ามันป้องกันไม่ได้) แล้วลอดไปอยู่ใต้แหวนบางส่วน ก่อให้เกิดแรงถ่างแหวนให้มันไปติดแนบกับผนังกระบอกสูบ(นอกเหนือไปจากแรงสปริงในตัวมันเอง)
ดังนั้น.. ไอ้แรงอัดแรงดันจากการสันดาปนี่แหล่ะ ถ้ามันมีมากๆๆๆ มันก็จะก่อให้เกิดแรงงดันแหวนมากๆๆๆไปด้วย ถ้าแรงน้อยๆมันก็จะดันได้น้อยๆ.. แล้วมันเกี่ยวกับการรันอินยังไง??
เครื่องยนต์ใหม่เอี่ยมซิงๆ (ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถมอไซค์ หรือรถตัดหญ้ารุ่นใหม่ๆก็ตามแต่) แหวนลูกสูบใหม่ๆ ผิวก็จะยังหยาบๆ ไม่เข้าที่เข้าทางกับผนังกระบอกสูบ (ของใหม่ๆ ก็เก้ๆกังๆยังไม่เข้าขากัน..เป็นธรรมดา>>อันนี้ผมเขียนเอง) ซึ่งโดยปกติเมื่อถูกใช้งานไปสักพัก(ช่วงรันอิน) แหวนฯจะสึกหรอและเข้ารูปเข้ารอยไปกับผนังกระบอกสูบ ทีนี้การที่แหวนจะเข้ารูปเข้ารอยได้ดีหรือไม่ดี อยู่ที่การใช้งานในช่วงรันอินนี่แหล่ะ ซึ่งอธิบายได้ว่า... แรงอัดจากการสันดาปมีมากเท่าไร แหวนลูกสูบก็จะทั้งถูกอัดถูกดันมากเท่านั้น ผิวของแหวนและผนังกระบอกสูบก็จะเข้ารูปเข้ารอยกันมากเท่านั้น การทำงานของเครื่องยนต์ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น..เช่นกัน
ทีนี้..ถามว่า แล้วไอ้กันรันอินแบบที่คนขายรถ, คู่มือการใช้งานรถ บอกอยู่โต้งๆว่า ช่วงรันอินให้ขี่รถแบบเบาๆ ทะนุถนอม เช่น ไม่ให้รอบเครื่องเกิน 3,000 rpm เป็นต้น มันไม่ดียังไง(ว่ะ)?? คำตอบก็อยู่ข้างบนนั่นแหล่ะ ว่า ถ้าขี่รถเบาๆ ชิวๆ แรงอัดจากการเผาไหม้ในห้องสันดาปก็เบาๆ ชิวๆ.. แรงที่ไปกระทำให้แหวนมันแนบแน่นกับผิวกระบอกสูบก็เบาๆชิวๆไปด้วย ผิวสองเรา เอ๊ย ผิวแหวนลูกสูบกับผิวกระบอกสูบมันก็จะเสียดสีถูไถกันแบบเบาๆ ไม่แนบสนิทชิดเชื้อกันได้ดีเท่ากับที่เกิดจากแรงอัดแรงๆ โหดๆ .. เมื่อมันเป็นเช่นนั้นไปแล้วและผ่านช่วงนั้นไปแล้ว ต่อให้คุณจะใช้รถโหดแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์แล้วหล่ะ (มันไม่แรงไปแล้ว)
ทีนี้..ถามต่อว่า แล้วการบิดโหดๆแรงๆ เครื่องยนต์ใหม่ๆไม่ติดตายชักเหรอ? (เครื่องยังใหม่อยู่ ล่อมันแรงๆ เดี๋ยวก็พังหรอก) ฝรั่งคนเดิมให้เหตุผลว่า..
ถ้าเมื่อก่อนสมัยโบราณอาจจะใ่ช่ แต่ไม่ใช่สำหรับปัจจุบันแล้ว เพราะว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์และการประกอบเครื่องยนต์มันดีมากๆๆๆๆ กว่าเมื่อก่อน โอกาสที่จะเกิดการติดแน่นกันเกินไปของชิ้นส่วนต่างๆจากโรงงาน แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ (ถึงแม้นว่ามันจะมี การขี่เบาๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรให้มันดีขึ้นหรอก)
ดังนั้น.. คุณมีเวลาเพียงนิดน้อยที่จะทำให้เครื่องยนต์ "แรง" หรือ "ไม่แรง".. ทั้งหมดอยู่ที่ตัวคุณและวิธีการขี่รถ(บิดคันเร่ง)ในช่วงรันอิน.. No matter how well an engine is assembled, it's final power output is all up to you !!
คุณเชื่อหรือไม่..???
ที่มา..
|
plarad time: 2009-09-17 16:35:09
|
แจ้งลบกระทู้ |
|
ความเห็นที่ #1 |
ผมยังเชื่อว่ารันอินคือการใช้งานเครื่องแบบเบาๆ ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนะ
ส่วนตัวนะไม่เสี่ยงดีกว่า ชิ้นส่วนมันยังไม่เข้าทีเข้าทางเลย ยกตัวอย่างเท่าที่ตาเห็นก็ยางก็ใหม่ ผ้าเบลคก็ยังจับไม่สนิท ขื่นอัดแรงๆมีหวังได้กลับเข้าร้านเดิมแน่ อิอิ
"ข้าวใหม่ปลามัน ใช้งานหนักๆเดียวหลวมนะครับ อย่าหักโหม"
อิอิ |
marnsura
2009-09-17 17:57:18
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #3 |
|
อาจจะเป็นไปได้ครับ ดูอย่างรถกระบะรุ่นเดียวกันความเร็วก็ต่างกัน คันไหนเจ้าของตีนโหดลากรอบกันอยู่ตหลอดทำได้160 คันไหนตีนนิ่มไม่กล้ากลัวพังอย่างเก่ง140-145 ความเห็นส่วนตัวครับ |
r.watchara
2009-09-18 00:56:57
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #4 |
ลำพังแรงสปริงอย่างเดียวถูกับผนังกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 รอบ/นาที ใช้เวลาสักช่วงหนึ่งก็พียงพอที่จะทำให้มันเข้ารูปแล้วล่ะครับ ไม่จำเป็นต้องมีแรงอัดจากการระเบิดมาช่วย ดังนั้นประเด็นนี้ตัดไปได้เลยครับ เรื่องของเรื่องคือมันไม่ได้มีแต่แหวนลูกสูบเพียงอย่างเดียวที่ต้องการการรันอินนะครับ ยังมีอีกหลายอย่างเลย แม้ว่าวัสดุศาสตร์จะพัฒนามามาก แต่การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการสึกหรอมากเกินความจำเป็น...
ส่วนการลากรอบเป็นคนละเรื่องกันครับ การลากรอบอาจจะทำให้รถทำความเร็วได้เพิ่มจริงครับ (สำหรับการเร่งเครื่องแต่ละครั้ง) แต่เป็นคนละประเด็นกับการรันอินครับ |
Ph.D.
2009-09-18 01:19:35
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #5 |
|
เป็นเพราะอะไรละครับ รถก็ ออกจากห้างเหมือนกันเช็คศูนย์ก็ที่เดียวกันมันต้องได้ความเร็วเท่ากันแต่การร้นอินที่แตกต่างกัน อาจจะเป็นต้นเหดุนะครับ การรันอินที่รุนแรงสุดๆไปเลยมันเหมือนได้ทดสอบประสิทธิภาพ รถไปเลยดีมั้ยครับเพราะยังงัยรถก็อยู่ในระยะประกันถ้ามันจะพังให้รู้กันไปเลย ส่วนรถที่ใช้ตอนนี้เลยระยะไปห้าปีกว่าแล้วเครื่องคงทำงานปกติดีไม่มีอะไรเสียหายคิดว่าน้ำมันเครื่องต้องถ่ายตามระยะด้วยนะครับ |
r.watchara
2009-09-18 02:36:44
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #6 |
ได้ยินมานานเเล้ว
เเล้วก็มีคนทำเเล้วด้วย
ก็ไม่เห็นพัง
เเต่ผมยังไม่กล้าจริงๆ ขี่ปรกติ ไม่โหด ไม่นิ่มไป เซฟๆไว้ก่อน |
yukyai
2009-09-18 03:15:55
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #7 |
สำหรับที่ผมคิดนะครับ การรันอินหมายถึง อย่างานรอบเครื่องยนต์จนมากเกินไป
เพราะปกติผมขับไม่เร็วอยู่แล้ว กลัว |
Nick
2009-09-18 04:26:08
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #8 |
รันอินแบบหนักๆ เครื่องเข้าที่เร็ว แรงเร็ว แต่ก็สึกหรอเร็ว รันอินแบบช้าๆ เครื่องเข้าที่ช้า ใช้เวลารันอินนานหน่อยกว่าจะแรง แต่ก็สึกหรอช้ากว่า ทนทานกว่า
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งานครับ ถ้าจะเอาลงสนามแข่ง มานั่งรันอินหลายๆพันกิโลก็ไม่ไหว แต่ถ้าเอาไว้ใช้งานก็ต้องรันอินอีกแบบ |
Louis
2009-09-18 06:05:37
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #9 |
ประเด็นของคุณ marnsura กับคุณ louis น่าสนใจ..
การรันอินแบบ run it hard อาจจะเหมาะสมกับรถแข่งขัน เพราะในเวบฯที่ว่า ก็ได้แนะนำวิธีการรันอินมาสามแบบด้วยกันคือ 1. บนเครื่อง dyno 2. บนถนน 3. บนแทร็คสนามแข่ง
ซึ่งวิธีที่สามนับว่าดีที่สุด เพราะว่า ปลอดภัย, มีการเร่ง(อย่างแรงๆ)และการหน่วง(อย่างแรงๆ)สลับไปสลับมา
... แต่ความเห็นส่วนตัวผมว่า เครื่องยนต์สมัยปัจจุบัน"ไม่น่า"จะพังคามือถ้าเรารันอินแบบโหดๆ เพราะเครื่องยนต์หรือรถทุกคันที่มาจอดในโชว์รูมรอเนื้อคู่น่าจะพร้อมสำหรับทุกสภาพการขับขี่ (ถ้าไม่ซวยไปเจอคันที่ผิดปกติมาจากโรงงานเข้า) ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการขับขี่บนถนนสาธารณะก็ไม่น่าจะเอื้ออำนวยให้เราขี่ได้อย่างโหดเหี้ยมเกินไปอยู่แล้ว.. และอีกประเด็น เราเจ้าของรถคงไม่ใช่คนแรกมือแรกที่ได้เปิดบริสุทธิ์เครื่องยนต์แน่ๆ คุณเธอคงโดน QC ตั้งแต่สายพานประกอบเครื่องยนต์, QC รถทั้งคัน, ช่างศูนย์ฯเช็ครถให้ก่อนส่งมอบ.. แต่ก็เหมือนที่คุณ marnsura ว่า.. ยางเอย เบรคเอย มันอาจจะยังไม่อยู่ในสภาวะที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดได้ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุแห่งอันตรายได้ไม่มากก็น้อย
อย่างไรก็ตามจากเวบดังกล่าว.. มีข้อแม้อยู่ประการหนึ่งที่ต้องทำก่อนการรันอิน ซึ่งก็คือ การอุ่นเครื่องหรือวอร์มอัพเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบ (warm the engine up completly)
|
plarad
2009-09-18 08:06:03
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #10 |
เคยเห็นผ่านตามาจาก manual repair ของ K7 เค้าจะบอกช่วงกี่กิโลเมตรควรใช้รอบเครื่องที่เท่าไหร่ เลยกี่กิโลเมตรไปแล้วให้เพิ่มรอบเครื่องได้อีกเท่าไหร่ จนพ้นระยะรันอินที่กี่กิโลเมรถึงจะอัดได้สุด |
esman
2009-09-18 08:51:43
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #11 |
ผมว่าตามสเปกที่โรงงานบอกน่าจะดีที่สุดนะครับ เพราะคงคิดและวิจัยกันมามากมายแล้ว
โชคดีนะ่เนี่ยผม ไม่ต้องคิดมาก....เพราะใช้แต่รถเก่าเลยไม่เคยรันอินเลยอะ
(ไม่มีตังซื้อรถใหม่มารันอินนิ) |
Ball HG.
2009-09-18 10:29:49
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #12 |
|
สวัสดีครับ ผมได้ลองทำเบรคอิน ตามวิธีนี้กับรถ ER6n ครับ ทำเสร็จก็ขี่ไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่ศูนย์คาวาพระราม9 ที่ระยะราวๆ 62 กิโลเมตร ผลที่ได้หลังทำเบรคอิน ที่รู้สึกได้ชัดก็คือเสียงเครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น smooth ขึ้นครับ และเมื่อวิ่งไปได้ราวๆ 220 กิโลเมตร ผมได้ลองเปิดสุดโดยก้มต่ำพอสมควรแต่ก็ยังไม่ถึงกับหมอบ เข็มความเร็วขึ้นที่ 200 กม/ชม (GPS Garmin 60CSX ขึ้นเพียง 192 กม/ชม ครับ) ระยะยาวไว้จะมาเล่าสู่กันฟังครับ |
samrit
2009-09-18 15:46:48
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #13 |
ส่วนตัวรู้สึกว่าเห็นด้วยกับเขา แต่ไม่คิดที่จะทำกับรถตัวเอง ยกเว้นจะรวยมากๆ มีรถหลายคันได้ไม่ลำบาก
ปล. จะรอคุณ samrit มาเขียนกระทู้เรื่องที่ว่าวันหลังที่เวลาครบกำหนดตามแผนด้วยครับ |
reader
2009-09-18 16:04:10
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #14 |
ขอบคุณคุณ samrit มากครับสำหรับข้อมูล.. จะรอติดตามนะครับ
ผมได้อ่านบทความนี้ก็หลังจากรถวิ่งไป 5,000km แล้วครับ ก็เลยไม่ได้ลอง
ตอนซื้อรถมาใหม่ (R1200GSA) ผมขี่ออกจากโชว์รูมที่กรุงเทพฯ ยาวมาน่านเลย ระยะทาง 675 กม. จะว่าขี่แบบ easy ก็ไม่เชิง hard ก็ไม่ใช่.. ความเร็วเฉลี่ยอยู่ประมาณ 120-140กม. max speed แถวๆ 150 จากนั้นก็เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง,น้ำมันเฟืองท้ายที่ 900 กม. ถึงปัจจุบัน(10เดือน)รถก็ปกติดีครับ วิ่งได้ตามสั่ง เคยวิ่งสูงสุด 200 km/h ไม่กล้าอัดสุดเพราะยังใช้ยางติดรถมาจากโชว์รูม (conti ktc80) กลัวเบรคไม่อยู่ 555+
|
plarad
2009-09-19 06:58:42
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #15 |
สวัสดีครับ
คุณreader : ผมจะมาเล่าให้ฟังเป็นระยะๆนะครับ ท่าจะเป็นหนังยาวล่ะครับ
คุณplarad : ผมก็เพียงอยากลองดูน่ะครับ ว่าจะเป็นยังไง ในระยะสั้นๆไม่น่าจะมีปัญหา ก็คงจะต้องดูกันยาวๆล่ะครับ ป.ล.อิจฉาGSAจังเลยครับ อิ อิ อ้อ แล้วก็สำนวนแปลด้านบนสุดยอดมากๆครับ |
samrit
2009-09-20 05:48:46
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #16 |
จะรอติดตามหนังยาวนะครับคุณ samrit
ไอ้บทความข้างบน ผมแปลๆ เกลาๆ ขัดๆ อยู่หลายรอบมาก.. รอบแรกเขียนออกมา อ่านเองยังไม่รู้เรื่องเลย ฮ่าๆๆ
ว่าแต่เจ้า GSA ผมหน่ะ ตอนนี้ยัง"อัด"อยู่เลยนะครับถ้ามีโอกาส (กลัวมันอืด) แม้นว่าจะไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนสปอร์ต แต่ก็มันไปอีกอารมณ์...
|
plarad
2009-09-20 12:30:26
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #17 |
|
สวัสดีครับ คุณplarad สั่งเสื่อเตรียมพร้อมได้เลยครับ หนังยาวมาแน่นอน บทความภาษาอังกฤษ ผมก็อ่านตั้งหลายรอบครับกว่าจะตัดสินใจได้ ไหนๆก็ไหนๆ ไม่ลองก็ไม่รู้อ่ะครับ |
samrit
2009-09-21 15:38:02
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #18 |
"ข้าวใหม่ปลามัน ใช้งานหนักๆเดี๋ยวหลวมนะครับ อย่าหักโหม"...โห....เห็นภาพเลยครับ
|
ispycbr
2009-09-23 10:58:51
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #19 |
อยากลองเหมือนกันครับ.. สงสัยได้ลองกับ Scoopyi ก่อน 555+
ปอ ลอ เตรียมเสื่อเรียบร้อย.. เหล้าอีกขวดนึง ^^
|
plarad
2009-09-23 11:04:53
|
แจ้งลบความเห็น |
|
ความเห็นที่ #21 |
ตอนออกรถเก๋ง ของที่บ้านพี่สาว ขี่แบบเฉื่อยๆ ตั้งแต่ ต้น ผมมาลองขับจึงได้รู้ว่า ไมรถคันนี้มันไม่แรงเหมือนรถเื่อนเราที่เป็น รุ่นเดียวกันนะ มีอาการหนืดๆ เพราะตั้งแต่ซื้อมา พี่สาวแทบไม่เคยใช้รอบสงเลย ใช้ในเมืองรถติด กระดึ๊บๆ ตลอด เทียบกับของเพื่อนที่ขับออกตจว.ตั้งแต่ เดือนแรก กดรอบอย่างเมามันส์ ผมจึงคิดว่า ไอ้การรันอิน และใช้งานอย่างต่อเนื่องมีส่วนแน่นอน ปล.รถฮอนด้า แอคคอร์ด ครับ ตอน ออกรถER ใหม่ๆ ก็ขี่รอบเกิน 4-5 พันรอบแล้วครับ ไม่ใช่ว่าอยากลอง แต่มันส์บิดจนลืมทุกที - -* |
The_Blue_Panda
2009-12-17 06:49:05
|
แจ้งลบความเห็น |
|